Translate

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทความแปล - ทฤษฎีโคเลสเตอรอล เรื่องโกหกคำโต (ตอนที่ 1)

ทฤษฎีโคเลสเตอรอล เรื่องโกหกคำโต 




บทความชุดนี้เขียนโดย ดร.ดไวท์ ลันเดล แพทย์หัวใจผู้ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์การผ่าตัดหัวใจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 ครั้ง ดร.ลันเดลมีความคิดว่า คนไข้บางรายของเขาไม่น่าจะต้องมานอนอยู่บนเตียงผ่าตัด เขาไม่มีปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ระดับโคเลสเตอรอล ปกติ ไม่อ้วน และไม่สูบบุหรี่ สิ่งเดียวที่คนไข้มีเหมือนกับผู้ป่วยรายอื่นทุกๆรายคืออาการอักเสบ ต่อมาดร.ลันเดล ได้เลิกทำการผ่าตัดและหันมาเปิดคลีนิคเพื่อศึกษาและรักษาโรคหัวใจตามวิธีของ ตนเอง ผลที่ออกมาปรากฏว่าแนวความคิดของเขาถูกต้อง

ผู้ที่อ่านบทความ ชุดนี้จะได้ความรู้ว่า โคเลสเตอรอลเป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดโรคหัวใจจริงหรือ อะไรเป็นสาเหตุแท้จริงของการเกิดโรคหัวใจ รวมถึงวิธีปฏิบัติและการดำเนินชีวิตให้มีความสุขห่างไกลจากการเบียดเบียนของ โรคหัวใจ ดังรายละเอียดต่อไปนี้



เมื่อทฤษฎีหรือข้อสันนิษฐานใดขัด แย้งกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นวิกฤตมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก เราต้องเลิกให้ความเชื่อถือกับทฤษฎีนั้น ทฤษฎีใดก็ตามที่ผิดมากกว่าครึ่งไม่มีค่าควรแก่การกล่าวขานถึงอีกต่อไป เรากำลังหมายถึงทฤษฎีของโคเลสเตอรอลกับโรคหัวใจ

งานวิจัยทั้งหลายใน แง่มุมของชีววิทยาเกี่ยวกับหัวใจล้วนตำหนิโคเลสเตอรอลว่าเป็นสาเหตุหลักของ การเกิดโรคหัวใจ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพ้องกับทฤษฎีนี้อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าเองเป็นผู้ที่ถือวิกฤตนี้ไว้ในกำมือ ทำการผ่าตัดหัวใจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 ครั้งในรอบ 25 ปี สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเห็นจากการผ่าตัดล้วนขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่สนับสนุน ทฤษฎีโคเลสเตอรอล

ในบรรดาคนไข้ของข้าพเจ้าครึ่งหนึ่งมีระดับโคเลสเตอร อลปกติ และเมื่อพวกเขากลับมาเพื่อรับการรักษาอีกครั้งหลังจากผ่านไปสิบปี ครึ่งหนึ่งยังคงมีระดับโคเลสเตอรอลปกติ แม้แต่งานวิจัยด้านอาหารก็ยังไม่พบประโยชน์ของอาหารพร่องไขมันหรืออาหารโคเล สเตอรอลต่ำ ดังนั้นจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างอื่นอีกที่เป็นสาเหตุ บางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไป

ในขณะที่วงการแพทย์และแพทย์ผู้มีชื่อ เสียงหลายท่านยังคงเชื่อถือและให้การรับรองทฤษฎีนี้ ทำให้คนอเมริกันนับล้านๆได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่สถิติกลับเลวร้ายลงอย่างน่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะนั้นข้าพเจ้าต้องทำการผ่าตัดบายพาสราวกับว่าเป็นการผ่าตัดพื้นฐาน เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการช่วยชีวิตคนแต่สถิติยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

การ ผ่าตัดบายพาสเป็นการรักษาที่ได้ผลอย่างวิเศษในระยะสั้น แต่ถ้าจะว่าไป การทำบายพาสเปรียบเหมือนกับการเอาเทปไปพันท่อน้ำที่รั่วใต้อ่างล้างจาน มันทำให้น้ำหยุดไหลแต่ไม่ได้เป็นการแก้ไขที่สาเหตุ ปัญหาจึงย่อมจะกลับมาอีกในไม่ช้าก็เร็ว

เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ คุณได้รับข้อความทำนองว่า ถ้าคุณลดโคเลสเตอรอลเท่ากับคุณลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ คุณจะได้รับข้อความทำนองนี้จนเกินพอทั้งจาก หมอ รัฐบาล บริษัทยา รวมทั้งใบปลิวและโฆษณาทางโทรทัศน์เรื่องยาลดโคเลสเตอรอล บริษัทผลิตอาหารออกมาตอบรับด้วยการผลิตอาหารพร่องไขมัน ในระหว่างช่วงหลายปีของการลดไขมันและลดโคเลสเตอรอลนี้ สถิติของการเกิดโรคหัวใจกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากลัว

ข้อความเหล่า นี้ที่กรอกหูผู้คนได้สร้างแนวความคิดขึ้น ทั้งแนวความคิดส่วนตัวและแนวความคิดมหาชน ที่ว่าโคเลสเตอรอลเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ อันตรายของสุขภาพของชาติโดยรวมจึงเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ชักจูงไปในทางที่ผิด อันเกิดจากข้อเท็จจริงที่อ่อนด้อยด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่การสูญเสียชีวิตยังดำเนินต่อไป

แนวความคิดของมหาชนมักขัดแย้ง กับความเป็นจริงเสมอมาตั้งแต่สมัยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ซึ่งออกมาประกาศว่าโลกกลม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เท่าที่มีในขณะนั้นต่างสนับสนุนคำประกาศของเขา แต่ความคิดมหาชนกลับเชื่อว่าโลกแบน

และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังเผชิญ แนวความคิดของมหาชนที่ไม่มีหลักกการทางวิทยาศาสตร์รองรับซึ่งกลายเป็นหลัก การที่เป็นอันตราย ปัจจุบันในที่สุดเราได้ค้นพบแล้วทั้งเรื่องราวของการระบาดของโรคหัวใจและ วิธีแก้ปัญหา รวมทั้งข้อเท็จจริงที่สนับสนุนมัน

ข้าพเจ้ากำลังประกาศ ความคิดทางการแพทย์บนพื้นฐานของการคลุกคลีอยู่กับโรคหัวใจมากว่า 25 ปีโดยยกเอา "การอักเสบ" ขึ้นต่อสู้กับแนวคิดเก่าทางการแพทย์ สิ่งทั้งหมดที่เราคิดว่าเรารู้เกี่ยวกับโรคหัวใจนั้นล้วนเกิดจากเหตุที่ เมื่อคุณรู้แล้วจะต้องประหลาดใจ มาดูกันว่ามันเริ่มขึ้นอย่างไรและมันกลายเป็นแนวคิดมหาชนได้อย่างไร

ทหารเกาหลีในสงครามโลกครั้งที่ 2

จาก การชันสูตรศพทหารเกาหลีส่วนใหญ่อายุ 22 ที่ถูกฆ่าตายในสงครามโลกครั้งที่สอง 77% พบว่ามีร่องรอยของโรคเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจตีบตัน ตั้งแต่พบคราบไขมันธรรมดาไปจนถึงคราบหินปูน เมื่อข้อมูลออกสู่สาธารณะได้สร้างความตื่นตระหนกเป็นอันมาก ทั้งรัฐบาลและวงการแพทย์สหรัฐถูกเรียกร้องให้หาสาเหตุ เพียงชั่วข้ามคืนโรคหัวใจกลายเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลอย่างใหญ่หลวง เพราะสามารถเกิดได้กับคนทุกวัย

งานวิจัยแฟรมมิ่งแฮม ผู้สร้างทฤษฎีโคเลสเตอรอล

ความ แตกตื่นและเสียงเรียกร้องเป็นผลให้เกิดงานศึกษาเกี่ยวกับโรคหัวใจที่ผู้คน คุ้นเคยมากที่สุดชื่อว่างานวิจัยแฟรมมิ่งแฮมเริ่มขึ้นในปี 1948 ศึกษาจากชาย-หญิงกว่า 5000 คนเพื่อศึกษาหาสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ ผลการศึกษาถูกบ้างผิดบ้างแต่ทำให้เกิดสิ่งที่วงการแพทย์ยังถกเถียงกันมาจน ทุกวันนี้คือ ทฤษฎีโคเลสเตอรอล

การศึกษาค้นพบบางอย่างที่เป็นประโยชน์ สำคัญต่อการต่อสู้โรคหัวใจเช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าการสูบบุหรี่เพิ่มอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และอาการหัวใจวายอาจเกิดขึ้นได้แม้จะไม่เคยแสดงอาการมาก่อน

โคเลสเตอร อลถูกพบเมื่อปี 1961 จากนั้นคนเริ่มหลงทางจากการค้นหาสาเหตุของโรคหัวใจไปมุ่งศึกษาเรื่องโคเลสเต อรอล ซึ่งต่อไปคุณจะได้ทราบว่าอาหารที่มีโคเลสเตอรอลที่เรารับประทานมีผลต่อร่าง กายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในที่สุดการศึกษาพบว่าจำนวนครึ่งหนึ่งของ ผู้มีอาการโรคหัวใจมีโคเลสเตอรอลสูง ซึ่งจำนวนครึ่งหนึ่งนั้นยังห่างไกลจากคำว่าส่วนใหญ่อยู่เป็นอันมาก แต่อาจเป็นเพราะแรงกดดัน ข้อศึกษากลับสรุปว่าระดับโคเลสเตอรอลสูงเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ในชายวัยกลางคนแต่ไม่ใช่ในหญิง การที่เพศหญิงถูกตัดออกไปยิ่งทำให้เกิดข้อกังขามากขึ้นไปอีก การศึกษาโทษไปที่การบริโภคไขมันว่าเป็นต้นเหตุของการมีโคเลสเตอรอลในเลือด สูง ปัจจุบันจึงเปลี่ยนไปเน้นที่การวัดปริมาณไขมันในอาหาร

งานศึกษาในเจ็ดประเทศ ทฤษฎีบริโภคไขมัน

งาน ศึกษาหลักที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งเรื่องทฤษฎีของไขมันถูกเสนอโดย แอนเซล คียส์ จากมหาวิทยาลัยมินเนโซตา หนึ่งในหัวข้อที่เขานำเสนอคือความเกี่ยวเนื่องระหว่างอัตราการเกิดโรคหัวใจ โคเลสเตอรอลในเลือด และการบริโภคไขมันอิ่มตัว

โดยทำการเปรียบเทียบ ข้อมูลประชากรจาก 7 ประเทศ เช่นญี่ปุ่นที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนน้อย กับฟินแลนด์ที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมาก ประชาชนของฟินแลนด์บริโภคอาหารที่มีไขมันมาก งานศึกษาระบุว่าปริมาณไขมันที่ถูกบริโภคเป็นตัวชี้วัดการมีสุขภาพหัวใจของ ประชากรในประเทศ

ในเวลานั้นงานศึกษาดูมีเหตุมีผลและอาหารไขมันถูกมอง ว่าเป็นฆาตกร เดือนมกราคมปี 1961 คียส์ได้ขึ้นหน้าปกนิตยสารไทม์ แต่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าโคเลสเตอรอลมีผลที่แท้จริงอย่างไรกับร่างกาย

คียส์ โน้มน้าวให้รัฐบาลสหรัฐเผยแพร่แนวความคิดของเขาที่ว่า การลดปริมาณการบริโภคไขมันช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งผลที่ตามมาในอีกหลายปีกลับพิสูจน์ว่าสิ่งที่คียส์เสนอนั้นผิดอย่าง มหันต์ ปริมาณการบริโภคไขมันในสหรัฐดลงอย่างมากตั้งแต่ปี 1960 จนถึงปี 1990 แต่ปริมาณการเกิดโรคหัวใจของประชากรกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมา ก่อนในประวัติศาสตร์และยังคงสูงขึ้นอยู่จนทุกวันนี้

แต่เป็นธรรมดาของ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่สาธารณะชนและการตลาดจะคอยตอบรับรวมทั้งเกิดคำร่ำลือต่างๆ ผู้คนเริ่มเชื่อต่อข้อสรุปที่เพิ่งมาใหม่ แต่การศึกษานี้ยังมีช่องโหว่ขนาดหนัก เมื่อคุณยังมีช่องโหว่และวิกดฤตยังคงอยู่ นั่นสมควรเป็นเวลาที่ต้องมาทบทวนกันใหม่ อย่างไรก็ตามทฤษฎีอาหารไขมันและทฤษฎีโคเลสเตอรอลกลับได้รับความนิยมมากขึ้น โดยไม่มีใครให้ความสนใจกับข้อเท็จจริง

การเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

ปี 1977 คณะกรรมการของสองสภาที่มีนายจอร์จ แม็คโกเวิร์นวุฒิสมาชิกเป็นประธานได้กำหนดมาตราฐานอาหารของชาวอเมริกันเสีย ใหม่โดยเสนอให้ลดปริมาณไขมันในอาหารลงให้เหลือน้อยกว่า 30% ของจำนวนแคลอรี่ และลดปริมาณไขมันอิ่มตัวลงให้เหลือน้อยกว่า 10% ยังผลให้เกิดสงครามล็อบบี้ขึ้นระหว่างกลุ่มผู้ขายเนื้อวัว เป็ดไก่ และผลิตภัณฑ์จากนมกับกลุ่มผู้ขายธัญญพืช และยังก่อให้เกิดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร่องไขมันทั้ง หลาย ซึ่งทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากมายมหาศาล

ปี 1984 การศึกษาของ LRC (Lipid Research Clinics) ออกมารายงานว่ายาชื่อโคเลสไทรามีนสามารถลดปริมาณโคเลสเตอรอลและลดการเกิดโรค หัวใจในชายที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงผิดปกติ ทั้งผลประโยชน์ในวงการอุตสาหกรรมยาและอุตสาหกรรมอาหารช่างมากมายมหาศาลเสีย จนกระทั่งไม่สามารถปล่อยให้ทฤษฎีโคเลสเตอรอลต้องล้มหายตายจากไปได้

ข้อเท็จจริงของงานวิจัยแฟรมมิ่งแฮม

งาน วิจัยที่มีผู้เชื่อถือและกล่าวอ้างเกี่ยวกับโรคหัวใจมากที่สุดคืองานวิจัย แฟรมมิ่งแฮม จึงจำเป็นที่เราจะต้องย้อนกลับมาดูความถูกต้องของการทำงานวิจัยชิ้นนี้

งาน วิจัยแฟรมมิ่งแฮมไม่ใช่งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบ แต่เป็นการรวบรวมข้อสังเกตธรรมดา ไม่มีการแบ่งกลุ่มผู้ถูกสังเกตออกเป็นกลุ่มได้รับและกลุ่มไม่ได้รับ ข้อมูลทั้งหลายเช่น นิสัย อาหารที่รับประทาน ความดันโลหิต กิจกรรมที่ทำ และปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ล้วนเก็บเอาจากคนทั้งหมด ทำให้ไม่มีการเปรียบเทียบใดๆ

ตลอดการวิจัย ปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารที่รับประทานล้วนมีความแตกต่างกันอย่างมากเนื่อง จากทุกคนรับประทานอาหารที่แตกต่างกัน แต่ถึงกระนั้นกลับไม่มีความแตกต่างของระดับโคเลสเตอรอลในเลือดหรือมีอยู่ น้อยมาก จึงถือเป็นข้อพิสูจน์พื้นฐานได้เลยว่าเราไม่สามารถเชื่อมโยงปริมาณโคเลสเตอร อลในอาหารที่เรารับประทานกับปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด

ผลงานที่ไม่ให้ข้อพิสูจน์อะไรเลย

เรา ได้เรียนรู้สิ่งที่มีค่ามากคือ ไม่มีความเกี่ยวพันระหว่างไขมันที่เรารับประทานกับระดับโคเลสเตอรอลในเลือด หลังจากผ่านไปกว่า 22 ปี ในที่สุดนักวิจัยผู้ทำการศึกษาออกมายอมรับว่าการบริโภคไม่ได้สร้างความแตก ต่างอันใดโดยสรุปว่า "ในระยะสั้น ไม่พบข้อสังเกตของความเกี่ยวพันใดๆระหว่างอาหารและการก่อให้เกิดโรคหัวใจใน กลุ่มคนที่ศึกษา"

นอกจากนี้ยังมีงานศึกษาของ MRFIT งานศึกษาของ The Physicians Health Study และงานศึกษาของ The Women's Health Initiative Study ที่ล้วนสร้างความผิดหวังให้กับฝ่ายที่สนับสนุนทฤษฎีโคเลสเตอรอล งานศึกษาเหล่านั้นชี้ว่า
•    การลดการบริโภคโคเลสเตอรอลไม่มีผลต่ออัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
•    อาหารพร่องไขมันไม่ได้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
•    แอสไพริน (ลดการอักเสบ) สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
เรื่อง น่าทึ่งของงานวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีโคเลสเตอรอลก็คือ พวกเขาพลาดคุณค่าที่แท้จริงของผลการวิจัยไป สิ่งที่พวกเขาตั้งธงเอาไว้ไม่เกิดขึ้น นั่นย่อมแสดงว่า จะต้องมีสิ่งอื่นอีกที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคหัวใจ


สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคหัวใจคือการอักเสบ
    สิ่งที่คุณกำลังจะได้เรียนรู้คือเรื่องราวของการอักเสบ เป็นระบบป้องกันทางธรรมชาติและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เรากำลังถูกการอักเสบรุมเร้า อาหารประเภทพร่องไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำบวกกับการดำเนินชีวิตอย่างไม่ถูก ต้อง มีส่วนช่วยทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น

การอักเสบคืออะไร?

การ อักเสบในที่นี้ไม่ใช่คำที่มีความหมายพิเศษทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่หมายถึงอาการเจ็บปวด ร้อน บวม แดง ตามร่างกายที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง การอักเสบ (Inflammation) แปลตรงตัวว่าไฟที่ระอุอยู่ภายใน (fire inside) เป็นกระบวนการป้องกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อโรคที่พยายามจะบุกรุกเข้ามา ในสมัยที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะและความรู้ทางการแพทย์ การอักเสบแบบเฉียบพลันเป็นสิ่งที่ช่วยให้สายพันธุ์ของเราอยู่รอดมาได้

การ อักเสบไม่ได้ถูกจัดให้มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดโรคหัวใจ เป็นเพียงอาการทั่วไปของคนไข้โรคหัวใจที่ข้าพเจ้ารักษา เป็นเวลานานที่เดียวที่ข้าพเจ้าไม่ได้สังเกตความเกี่ยวพันนี้ เช่นเดียวกับหมอและแพทย์ผ่าตัดทั่วไป เราปฏิบัติตามขั้นตอนทางการแพทย์ คือรอให้คนไข้ป่วยเสียก่อนจึงค่อยทำการรักษา เรารอให้คนไข้ใกล้ตายเสียก่อนจึงค่อยทำการเปิดหน้าอกออกเพื่อซ่อมแซม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ

หลายครั้งหลายหนในห้องผ่าตัด ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่า ที่บริเวณรอบๆของเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจมีอาการอักเสบราวกับว่าถูกไม้ สกปรกทิ่มแทงมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามวัน รูปแบบพื้นฐานของอาการอักเสบอยู่ตรงหน้านั่นเอง ร้อน บวม แดง ความคิดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ถ้าข้าพเจ้าสามารถสังเกตการอักเสบได้ที่ด้านนอกของเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ แล้วที่ด้านในของเส้นเลือดจะเป็นเช่นไรหนอ?

ข้าพเจ้าเริ่มมีความสงสัย ต่ออาการอักเสบมากขึ้น ว่าจะไม่ใช่เป็นแค่เพียงอาการข้างเคียงเสียแล้ว แต่เป็นตัวการหรือสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจเลยทีเดียว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าจะสามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้มากกว่าด้วยการมุ่งรักษาที่อาการอักเสบ อย่างแท้จริงแทนที่การรักษาแบบปะผุซ่อมแซมหัวใจ

ร่างกายของเราเป็นสมรภูมิรบของสงครามอักเสบ

เพื่อ ให้เกิดความเข้าใจในระบบไหลเวียนของโลหิต ข้าพเจ้าชอบที่จะนำเอาการสงครามเข้ามาใช้อธิบายกระบวนการอักเสบ เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นในระบบภูมิคุ้มกันของเรามีความคล้ายคลึงกับ สงครามที่เกิดขึ้นในสนามรบเป็นอย่างมาก ด้วยวิธีนี้คนไข้จะได้เห็นภาพที่แท้จริงของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเส้นเลือด หลอดเลือด และภายในหัวใจ คนไข้จะตระหนักได้เองว่าเขาเหล่านั้นมีพลังในการต่อสู้สงคราม

พวกเขา จะสามารถพูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และมีความเข้าใจเพียงพอที่จะควบคุมสถานการณ์เพราะอำนาจอยู่กับพวกเขา พวกเขามีอาวุธที่สามารถจะเอาชนะสงครามโรคหัวใจ ส่วนตัวข้าพเจ้าเป็นเพียงแพทย์ธรรมดาที่คอยยืนเคียงข้าง เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ขอให้เรามาดูกันว่าในสงครามและสมรภูมิแห่งนี้เขารบกันอย่างไร

คลังอาวุธภายในร่างกายของคุณ

   
   

ระบบ ภูมิคุ้มกันของคุณถูกออกแบบขึ้นด้วยกองทัพของมันเอง เมื่อร่างกายถูกโจมตีโดยผู้บุกรุกมันจะเรียกนักรบแนวหน้าคือเซลล์เม็ดเลือด ขาวออกมาด้วยการส่งสัญญาณทางเคมี เซลล์เม็ดเลือดขาวเมื่อได้รับสัญญาณจะออกมาป้องกันพื้นที่ที่ถูกบุกรุก โดยการหลั่งสารเคมีหลายชนิดเพื่อใช้เป็นอาวุธ ในบรรดาสารเคมีเหล่านั้นรวมทั้งอ๊อกซิแดนท์ที่หน้าตาคล้ายสนิมมาก มีหน้าที่ทำลายผู้บุกรุกโดยตรงและยังมีอาวุธอื่นๆอีก

เซลล์เม็ดเลือด ขาวจะส่งสัญญาณไปยังโมเลกุลที่เป็นโปรตีนเล็กๆเรียกว่าไซโตคีน ไซโตคีนเป็นตัวสั่งการกองทัพเราจึงยกให้เป็นฝ่ายเสนาธิการ ส่วนกองกำลังหลักที่ทำการรบกับข้าศึกคือโมโนไซต์ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีความก้าวร้าวเป็นพิเศษทำหน้าที่ตะลุมบอนกับข้า ศึก

ถ้าผู้บุกรุกเป็นเชื้อโรค และนักรบทั้งหมดทำการสู้รบร่วมกันคือไซโตคีนวางแผนและโมโนไซต์ออกรบ โมโนไซต์บางส่วนจะปรับตัวให้มีความก้าวร้าวยิ่งขึ้นไปอีก มันจะเปลี่ยนตัวเองไปเป็นมาโครเฟจทำหน้าที่ไล่กินเชื้อโรคที่ตายหรือบาดเจ็บ ความก้าวร้าวไม่ประนีประนอมของมาโครเฟจเป็นสิ่งดีต่อร่างกายของคุณ อย่างน้อยจนมาถึงตอนนี้

อยากให้ผู้อ่านทำหมายเหตุไว้ในใจเล็กน้อยว่า เมื่อเราทำความเข้าใจเรื่องการอักเสบต่อๆไปเราจะพบว่า คุณสมบัติของมาโครเฟจนี้เป็นตัวร้ายที่สำคัญในวงจรของการอักเสบ

ระบบ ภูมิคุ้มกันของเราจะทำการสู้รบไปเรื่อยๆจนกว่าผู้บุกรุกจะถูกกำจัดให้หมดไป จนกว่าการติดเชื้อทั้งหมดจะถูกทำลาย และจนกว่าเชื่อโรคที่ตายแล้วทั้งหลายจะถูกกิน ขณะที่การรบยังดำเนินอยู่นั้นไซโตคีนอื่นๆต้องทำงานอย่างหนักเพื่อขยายหลอด เลือดฝอยให้สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงยังบริเวณที่ติดเชื้อได้มากขึ้น

เลือด จำนวนมากขึ้นที่ถูกส่งไปยังบริเวณที่ถูกบุกรุกจะนำโมโนไซต์ที่มากขึ้นไป เสริมการสู้รบ และเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มากขึ้นทำหน้าที่ลำเลียงอ็อกซิเจนที่จำเป็นต้องใช้ เปรียบเหมือนกับขบวนรถบรรทุกที่ลำเลียง อาหาร ยา และกองกำลังเสริม

เมื่อ มาถึงขั้นตอนนี้การอักเสบสามารถมองเห็นได้ด้วยตา หลอดเลือดเล็กๆที่นำโมโนไซต์และของเหลวไปสู่บริเวณที่ถูกบุกรุกที่ขยายตัว ขึ้นทำให้มองเห็นเป็นสีแดงที่ผิว ขณะเดียวกันสารเคมีอื่นๆถูกปล่อยออกมาเพื่อทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด

การ เจ็บปวดเป็นสัญญาณจากร่างกายบอกให้เรารู้ว่าอย่าเพิ่งใช้ร่างกายส่วนนั้น เพราะกำลังมีการสู้รบกันอยู่ เป็นเหตุที่หมอมักบอกให้เราพักผ่อนเสมอเพราะหมอรู้ว่าต้องปล่อยให้การสู้รบ ดำเนินต่อไป การอักเสบในจุดนี้ กำลังทำหน้าที่ของมัน หน้าที่ที่ถูกออกแบบมา คือการเอาชนะสงคราม

การอักเสบในแง่มุมด้านชีววิทยา

ขณะที่มี การ อักเสบ ร้อน บวม แดงอยู่นั้น สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้คือร่างกายกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของคุณเอง การรุนรานแค่เพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนไปเป็นความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง หากไม่มีการอักเสบมาขวางทางไว้ ตัวอย่างที่ดีเช่น ถ้าคุณถูกเสี้ยนตำนิ้วแล้วไม่ทำการเอาออกอย่างดี หากไม่มีกระบวนการอักเสบ คุณอาจติดเชื้อและลุกลามถึงตายได้

การอักเสบจะดำเนินต่อไปจนกว่าผู้ บุกรุกจะพ่ายแพ้และกระบวนการฟื้นฟูได้เริ่มต้นขึ้น จากนั้นอาการบวมจะเริ่มยุบลง รอยแดงหายไป อุณหภูมิกลับเป็นปกติและไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป แต่ถ้าการติดเชื้อลุกลามจะมีอาการใหม่เกิดขึ้นได้แก่ คุณจะรู้สึกป่วย มีไข้ และอ่อนเพลีย

ก่อนที่จะมียาปฏิชีวนะ บางครั้งผู้บุกรุกทำให้เกิดการอักเสบขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดโลหิตขาวขึ้นอย่างท่วมท้น และอาจทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้ ดังนั้นคุณจะเห็นว่าการอักเสบแบบเฉียบพลันเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ แต่ก็สามารถเป็นอันตรายได้ด้วยเช่นเดียวกัน โชคดีที่ในปัจจุบันเรามีอาวุธชนิดอื่นชื่อว่ายาปฏิชีวนะ มาช่วยรักษาการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน

เรื่องเศร้าของการอักเสบที่ เกี่ยวเนื่องกับการเกิดโรคหัวใจก็คือ เราไม่สามารถมองเห็นรอยบวมแดงได้เมื่อมันอยู่ข้างใน เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันอยู่ที่นั่นทั้งๆที่มันอยู่ ตัวข้าพเจ้าเองมีโอกาสได้เห็นมันทุกครั้งที่ทำการผ่าตัดคนไข้ มันเป็นกระบวนการเดียวกัน สงครามเดียวกัน เพียงแต่เกิดขึ้นคนละที่เท่านั้น

นั่น คือเรื่องราวเบื้องต้นของการอักเสบในมุมมองด้านชีววิทยา การจะเข้าใจว่าการอักเสบเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้อย่างไร เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับระบบหัวใจที่มีสุขภาพดีเสียก่อน รวมทั้งระบบไหลเวียนของโลหิต หลายท่านอาจรู้สึกว่าเรื่องของหัวใจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป ซึ่งไม่ต้องกังวลเพราะเพียงแค่คุณทราบความจริงที่ว่า หัวใจมีหน้าที่หลักคือสูบฉีดโลหิตเข้าและออก คุณก็จะสามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ไม่ยาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น